น้ำว่านหางจระเข้

วันไหนที่รู้สึกเพลียขั้นสุด จนอยากได้ความสดชื่นเหมือนยืนบนไหล่เขา แนะนำให้ดื่มน้ำว่านหางจระเข้ในตอนเช้าสักแก้วค่ะ เพราะน้ำว่านหางจระเข้อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และกรดโฟลิก แถมยังมีแคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสี ธาตุเหล็ก เซเรเนียม และโพแทสเซียมก็มากับเขาด้วย

นอกจากนี้ประโยชน์ของว่านหางจระเข้ยังมีอีกเพียบนะ ทว่าก็มีข้อควรระวังนิดหน่อย โดยไม่ควรดื่มน้ำว่านหางจระเข้มากเกินไป เพราะอาจได้รับสารอะโลอิน (aloin) หนึ่งในสารที่อยู่ในยาถ่ายมากเกินไปจนทำให้ท้องเสีย และหากใช้ติดต่อกันในระยะยาวก็อาจจะทำให้ร่างกายสูญเสียแร่ธาตุ­­­บางชนิด โดยเฉพาะโพแทสเซียมได้ค่ะ ดังนั้นปริมาณน้ำว่านหางจระเข้ที่คนเราสามารถดื่มได้ต่อวันก็อยู่ที่ไม่เกิน 12 ช้อนโต๊ะเท่านั้นค่ะ

อีกทั้งยังไม่ควรดื่มน้ำว่านหางจระเข้ขณะที่เป็นประจำเดือนหรือขณะที่ตั้งครรภ์ และควรเลี่ยงการดื่มน้ำว่านหางจระเข้หากมีปัญหาด้านสุขภาพ เช่น ริดสีดวงทวาร หรือมีการเสื่อมสภาพของตับและน้ำดี ฉะนั้นก่อนที่จะเริ่มดื่มน้ำว่านหางจระเข้เพื่อสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์ถึงผลข้างเคียงที่จะได้รับ

น้ำตะไคร้

น้ำตะไคร้ เป็นเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพที่มากไปด้วยประโยชน์ และกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก อีกทั้งกลิ่นของตะไคร้ก็จะช่วยเพิ่มความผ่อนคลายได้ดีอีกด้วย

น้ำตะไคร้

สพรรคุณ

  • ช่วยให้ร่างกายเกิดความผ่อนคลาย และกระตุ้นให้นอนหลับอย่างสบายมากขึ้น แก้ปัญหาสำหรับคนที่นอนไม่หลับได้ดี
  • มีส่วนช่วยในการบำรุงและรักษาสายตา ป้องกันโรคตาต้อกระจกและปัญหาจอประสาทตาเสื่อม
  • ช่วยในการบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนในผู้หญิงวัยทองได้อย่างดีเยี่ยม
  • บำรุงสมองและเสริมสร้างความจำให้ดียิ่งขึ้น
  • บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน แก้วิงเวียนศีรษะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

น้ำตะไคร้

ส่วนผสม

  • น้ำ 1 ลิตร
  • ใบเตยหั่นเป็นชิ้นเล็ก 5 ใบ
  • ตะไคร้ทุบ 3 ต้น
  • น้ำตาลทราย 100 กรัม
  • น้ำมะนาว ปริมาณตามชอบ
  • น้ำแข็ง

ขั้นตอนการทำ

  • ใส่น้ำลงในหม้อ ตามด้วยใบเตย และตะไคร้ ต้มจนเดือด และน้ำเปลี่ยนสี ยกลงกรองเอากากออก
  • เทน้ำตะไคร้ใบเตยกลับใส่หม้อต้มอีกครั้ง ใส่น้ำตาลทราย คนผสมจนน้ำตาลทรายละลาย ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้จนเย็น
  • ตักน้ำตะไคร้ใบเตยลงในแก้ว ตามด้วยน้ำมะนาวตามชอบ ใส่น้ำแข็ง พร้อมดื่ม