เวียนศีรษะ บ้านหมุน

เวียนศีรษะ-บ้านหมุน (Vertigo) คืออาการเวียนศีรษะที่มีมากกว่าธรรมดา เพราะมีอาการรู้สึกเหมือนบ้านหรือสิ่งของที่มองเห็นหมุนได้ ผู้ที่เป็นจะรู้สึกเสียอาการทรงตัว และมีอาการคลื่นไส้ หรืออาจจะมีอาเจียนร่วมด้วย อาการมักจะเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันหลายๆ คน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ อาจจะเคยเป็นอาการแบบนี้ เพราะว่าเป็นโรคที่พบบ่อยโรคหนึ่งในผู้สูงอายุ ครั้งแรกที่เป็นจะตกใจมาก

บางคนเกิดอาการกลัวและกังวลว่าจะเป็นอัมพาต เว้นแต่คนที่เป็นหลายๆ ครั้งก็จะเริ่มชิน อาการแบบนี้มักไม่ค่อยเป็นอันตราย มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นอาการนำของโรคร้ายแรงอื่นๆ ส่วนที่มีอาการมึนๆ งงๆ หรือเวียนศีรษะเล็กๆ น้อยๆ หรืออาการเมารถ เมาเรือไม่จัดเป็นอาการเวียนศีรษะ-บ้านหมุน

เกิดขึ้นได้อย่างไร
ปกติการทรงตัวของร่างกาย จะประกอบด้วยการทำงานที่ประสานกันของอวัยวะ 3 ส่วน คือ สายตา ระบบประสาทความรู้สึก และประสาทหูตอนใน โดยมีสมองเป็นตัวควบคุม แปรผล และสั่งการ ตัวอย่างเช่น เราเดินบนถนน สายตาจะมองภาพสิ่งภายนอกที่สัมพันธ์กับร่างกายที่กำลังเคลื่อนที่ ประสาทความรู้สึกจะรับรู้ขาที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ส่วนหูชั้นในจะรับรู้ถึงความสัมพันธ์ของร่างกายกับแรงโน้มถ่วงของโลก

คลื่นสัญญาณต่างๆ เหล่านี้จะวิ่งมาที่สมอง สมองก็จะประมวลผลสัญญาณต่างๆเหล่านี้ แล้วสั่งการให้อวัยวะส่วนต่างรักษาความสมดุลของร่างกายให้เดินอย่างคล่องแคล่ว สมดุล และสง่างาม

ในผู้ที่สูญเสียการทำงานของระบบ สูญเสียการควบคุมการทรงตัวเหล่านี้ ก็จะมีอาการต่างๆ ที่เกี่ยวกับ การรักษาสมดุลของร่างกาย และในความผิดปกตินี้บางครั้งทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ-บ้านหมุนขึ้นมาได้ ซึ่งแท้จริงแล้วอาการเวียนศีรษะ-บ้านหมุนเป็นลักษณะของกลุ่มอาการเท่านั้น โดยที่โรคอะไรก็ได้ที่ทำให้เกิดอาการแบนนี้ รวมๆ เรียกว่า เวียนศีรษะ-บ้านหมุน

มีโรคอะไรบ้างที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ-บ้านหมุน
นับว่าโชคดีไม่น้อยที่อาการเวียนศีรษะ-บ้านหมุน ส่วนใหญ่มักเป็นชั่วคราว และไม่ใช่มาจากสาเหตุโรคร้ายแรงที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ซึ่งมีเพียงส่วนน้อยนิดที่มาจากโรคร้าย ส่วนใหญ่ที่เป็นมักไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่าเหตุใดที่ทำให้การทำงานของระบบการทรงตัวถึงเพี้ยนไปชั่วขณะ บางคนเป็นไม่กี่ชั่วโมง บางคนเป็นอยู่หลายๆ วันหรือเป็นๆ หายๆ บางครั้งตัวผู้ป่วยเองมักจะสังเกตได้เองว่าเหตุนำมาก่อนคืออะไร ถ้าหากว่าเป็นอยู่บ่อยๆ ส่วนสาเหตุอื่นๆ ที่พบอาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ-บ้านหมุน ได้แก่
1. อุบัติเหตุทางสมอง
2. สมองขาดเลือด
3. เครียด วิตกกังวล
4. อดนอน พักผ่อนไม่เพียงพอ
5. ดื่มสุรา หรือยาบางชนิด
6. การอักเสบของหูชั้นใน
7. โรคเมเนียส์ (Menierežs disease) ซึ่งเป็นโรคของประสาทหูชั้นในชนิดหนึ่ง
8. ปวดศีรษะไมเกรน บางคนมีอาการเวียนศีรษะ-บ้านหมุนร่วมด้วย
9. เนื้องอกในสมอง หรือในหู
10. การเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว เช่น บางคนไปเที่ยว สวนสนุก นั่งเครื่องเล่นที่หมุนเร็วก็เป็นได้

เวียนหัว

ดูแลตนเองอย่างไรดี
เนื่องจากอาการเวียนศีรษะ-บ้านหมุนพบได้บ่อย โดยเฉพาะผู้สูงอายุทั้งหลาย การรู้จักวิธีการดูแลรักษาตัวเองเบื้องต้น จะช่วยให้มีความสะดวกและลดการพึ่งพาแพทย์และโรงพยาบาลได้มาก การดูแลตนเองค่อนข้างไม่ยากและลำบากแต่ประการใด ส่วนใหญ่แล้ว อาการเวียนศีรษะ-บ้านหมุนหายเองได้ แม้ไม่ได้ทำอะไรเลย การรักษาและดูแลตนเองช่วยให้อาการทุเลาลงได้เร็ว และลดความ ทุกข์ทรมานของอาการเวียนศีรษะ-บ้านหมุน

เมื่อท่านมีอาการเวียน ศีรษะ-บ้านหมุน สิ่งที่ควรทำ มีดังต่อไปนี้
1. นอนพัก เพราะจะเสียการทรงตัว การนอนพักช่วยลดอาการและลดอุบัติเหตุได้ การนอนหลับตาจะช่วยได้มาก บางคนลืมตาไม่ได้เลย เพราะจะมีอาการมากขึ้น
2. อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยที่สุด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ถ้ามีใครอยู่เป็นเพื่อนยิ่งดี การเดินไปที่ต่างๆ เช่น ห้องน้ำ ควรมีคนพยุงไปส่ง
3. ห้ามขับรถเด็ดขาด เพราะอันตรายมาก
4. ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ หรือน้ำเกลือแร่ โดยการจิบบ่อยๆ เนื่องจากมีอาการคลื่นไส้ กินอาหารไม่ได้ หรืออาเจียน การดื่มน้ำเกลือแร่บ่อยๆ ช่วยลดอาการขาดน้ำได้ และช่วยไม่ให้อ่อนเพลีย
5. กินยาพวกไดเมนไฮดริเนต (dimenhydrinate) ขนาด 50 มิลลิกรัม (ยาแก้เมารถ เมาเรือ) กินครั้งละ 1 เม็ด ทุกๆ 6 ชั่วโมง จนเมื่ออาการดีขึ้นก็ลดเป็น ทุกๆ 8 ชั่วโมง เมื่ออาการเป็นปกติดีแล้วสัก 1-2 วัน ก็สามารถหยุดยาได้ ในขณะเดียวกันอาจจะกินยา ซินนาริซีน (cinnarizine) ขนาด 25 มิลลิกรัม หรือ เมอริสลอน ขนาด 6 มิลลิกรัม ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง พร้อมๆ กันก็ได้

มะเร็งาปากมดลูก

“มะเร็งปากมดลูก” คือโรคสตรีที่สามารถเฝ้าระวังได้และเป็นหนึ่งในจำนวนโรคไม่กี่โรคที่เป็นการตรวจร่างกายประจำปี มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดของมะเร็งในหญิงไทย รองลงมาคือมะเร็งโพรงมดลูก มะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่ สาเหตุของมะเร็งปากมดลูกนั้นปัจจุบันพบว่าเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (human papilloma-HPV) ชนิด 16 และ 18 เป็นส่วนใหญ่

ดังนั้น หญิงที่มีคู่นอนหลายคน มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย มีสามีที่มีคู่นอนหลายคน เป็นต้นเหตุให้เกิดการรับเชื้อเอชพีวีจากการมีเพศสัมพันธ์ได้ หรือเคยมีประวัติเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เอดส์ เริม ซิฟิลิสหรือหนองใน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงด้วย เคยมีคำกล่าวว่ามะเร็งปากมดลูกเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างหนึ่ง นอกจากเชื้อไวรัสเอชพีวีแล้ว ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่ เศรษฐฐานะต่ำ ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูกด้วย

มะเร็งปากมดลูก

อาการของมะเร็งปากมดลูกมักจะพบมากที่สุด คือ อาการเลือดออกทางช่องคลอด อาจจะออกกะปริบกะปรอย มีตกขาวปนเลือด มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ ในระยะท้ายจะมีอาการขาบวม ปวดก้นกบ ปัสสาวะ อุจจาระเป็นเลือด ถ้าผู้ป่วยมีอาการดังกล่าว โอกาสรักษาหายจะเหลือน้อย ประมาณร้อยละ 20-30 เท่านั้น แต่ถ้ามะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรกนั้นมักจะไม่มีอาการใดๆ ถ้าสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะแรก จะรักษาหายได้ถึงร้อยละ 70-80 ทีเดียว การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีแพ็ปสเมียร์ สามารถทำการตรวจได้ง่าย

การตรวจแพ็ปสเมียร์ (Pap smear) นั้น แพทย์จะเก็บเซลล์ที่ผิวจากบริเวณช่องคลอดส่วนบน บริเวณปากมดลูกด้านนอก และบริเวณปากมดลูกด้านใน แล้วป้ายลงบนแผ่นสไลด์ แช่ในน้ำยาที่เป็นกรดทันที เพื่อนำไปส่องกล้องจุลทรรศน์ตรวจดูว่ามีเซลล์ผิดปกติหรือไม่ ถ้าพบเซลล์ผิดปกติ ก็จะต้องสั่งตรวจด้วยกล้องส่องตรวจปากมดลูกแล้วตัดชิ้นเนื้อเล็กน้อยจากบริเวณที่มองเห็นจากกล้องว่าเป็นบริเวณที่น่าจะผิดปกติมากที่สุด ผลการตรวจชิ้นเนื้อบริเวณดังกล่าวจะสามารถบอกได้ว่าเป็นเซลล์ผิดปกติระดับใด หรือมีเซลล์ที่กลายเป็นมะเร็งแล้ว จากนั้นทำการรักษาตามที่ได้วินิจฉัย

ถ้าเป็นมะเร็งระยะเริ่มแรก การผ่าตัดเฉพาะปากมดลูกเป็นรูปกรวยหรือโคน (Cone shape) เป็นการผ่าตัดที่รักษาพร้อมกับการวินิจฉัยและบอกระยะของโรคไปพร้อมกัน อาจจำเป็นต้องผ่าตัดมดลูกออกเสีย การผ่าตัดเพียงอย่างเดียวจะรักษาหายได้ถึงร้อยละ 80 ในมะเร็งระยะแรก แต่ถ้าผลเนื่องจากการผ่าตัดรูปกรวยหรือตัดมดลูกแล้วพบว่ามีการกระจายไปแล้ว จำเป็นต้องรักษาโดยวิธีฉายรังสีเพื่อรักษา หรือถ้ากระจายมากขึ้นก็จะให้การรักษาโดยวิธีเคมีบำบัดต่อไป

ดังนั้น การตรวจแพ็ปสเมียร์จึงมีความสำคัญมากและจำเป็นจะต้องได้รับการตรวจทุก 6 เดือน ตั้งแต่หญิงอายุ 18 ปีขึ้นไปปัจจุบันพบมะเร็งปากมดลูกในอายุที่น้อยลง ประมาณอายุ 20 ปีขึ้นไปก็พบได้แล้ว การตรวจแพ็ปสเมียร์นั้น แพทย์จะมีการตรวจภายในร่วมกันไปด้วย โดยตรวจบริเวณมดลูกว่ามีขนาดมดลูกโตกว่าปกติ เป็นเนื้องอกมดลูกหรือไม่ คลำบริเวณข้างมดลูกทั้ง 2 ข้าง เพื่อตรวจว่าจะคลำได้ก้อนเนื้อหรือถุงน้ำหรือไม่ บริเวณดังกล่าวทั้ง 2 ข้างเรียกว่า ปีกมดลูก ซึ่งประกอบด้วย รังไข่ และท่อรังไข่ทั้ง 2 ข้าง ถ้าพบว่ามีความผิดปกติจากการตรวจภายใน แพทย์จะส่งตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น การตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ (เครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง) การตรวจเลือดและการตรวจพิเศษอื่นๆ